กรณีศึกษา เครื่องดื่มเปปทีน

โฆษณาเครื่องดื่มเปปทีน ซึ่งโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 41 ต้องระวางโทษตามมาตรา 71 คือ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท แต่ในกรณีนี้ปรับ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบามถ้วน) ซึ่งเกินอัตราที่กำหนดโดยไม่แจ้งเหตุผลให้ชัดเจน ทำให้สามารถพิจารณาได้ดังนี

1. มีการโฆษณาหลายครั้งในหนึ่งเดือน ตรวจพบว่าทำผิดครั้งหนึ่งก็ปรับทบจำนวนเงินมาเรื่อย ๆ

2. ผู้โฆษณาอาจมีการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 ต้องระวางโทษตามมาตรา 70 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นว่าสามารถปรับได้ถึง 10,000 ได้ แต่ในเรื่องการบังคับคดีเหตุใดจึงไม่กล่าวถึงว่ามีการฝ่าฝืนในเรื่องนี้

นอกจากนี้ ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้เลยว่าโฆษณาในโทรทัศน์ดาวเทียมเป็นโฆษณาแบบเดียวกับโฆษณาทางฟรีทีวีหรือไม่ เนื่องจากไม่มีแหล่งที่สามารถตรวจสอบได้ และจะทราบได้อย่างไรว่าเลขที่โฆษณาที่แสดงนั้นเป็นเลขที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ไม่มีข้อความอื่นสอดแทรกเพิ่มเข้ามา

ที่มาของภาพ: http://www.fda.moph.go.th/www_fda/data_center/ifm_mod/nw/ผลการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาหารฉบับที่_111__ปีงบประมาณ_2555.pdf (กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, 5 กันยายน 2555)

มีผู้อ่าน 1860 คน

กรณีศึกษา เครื่องดื่มอินทรา

การขายเครื่องดื่มอินทราซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หากจะโฆษณาต้องได้รับอนุญาตก่อนการโฆษณา และห้ามโฆษณาแสดงสรรพคุณว่าสามารถป้องกัน บำบัด บรรเทารักษาโรคได้


จากกรณีดังกล่าวนี้ โฆษณาดังกล่าวได้โฆษณาโดยไม่รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 41 ต้องระวางโทษตามมาตรา 71 คือ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท (ในกรณีนี้ปรับ 1,000 บาท)

ส่วนข้อความที่แสดงว่าสามารถป้องกัน บำบัด บรรเทารักษาโรคได้ เนื่องจากขึ้นทะเบียนเป็นอาหารไม่สามารถแสดงข้อความดังกล่าวได้ และข้อความที่ใช้อ้างว่าผลิตภัณฑ์นี้สามารถลดความดัน ลดภูมิแพ้ โรคเบาหวาน ต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ ขับสารพิษ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด สร้างภูมิคุ้มกันระบบการย่อยอาหาร เป็นต้นถือว่าเป็นการโฆษณาแสดงสรรพคุณอาหารอันเป็นเท็จ หลอกลวงให้หลงเชื่อโดยไม่สมควร เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 ต้องระวางโทษตามมาตรา 70 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่ได้ลงโทษในส่วนนี้แต่อย่างใด ซึ่งเป็นการลงโทษตามกฎหมายไม่ครบถ้วน ไม่ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า

ที่มาของภาพ: http://www.fda.moph.go.th/www_fda/data_center/ifm_mod/nw/ผลการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาหารฉบับที่_111__ปีงบประมาณ_2555.pdf

มีผู้อ่าน 362 คน

กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์ลังโคม

สำนักงานอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (USFDA) ได้ประกาศเตือนเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2555 ว่า ผลิตภัณฑ์ลังโคม ของลอรีอัล โฆษณาเกินจริง โดยโฆษณาว่าช่วยเสริมโครงสร้างการทำงานของร่างกาย เช่น การยกกระชับ การมีผลต่อการทำงานของยีน กระตุ้นการทำงานของเซลล์ต้นกำเนิด อันมีลักษณะเป็นการโฆษณาในลักษณะที่บอกว่าเป็นยา ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ของตนเป็นเพียงเครื่องสำอางเท่านั้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามกฎหมาย

ที่มา
1. ไทยรัฐ 13 กันยายน 2555 หน้า 2
2. Inspections, Compliance, Enforcement, and Criminal Investigations (Lancome 9/7/12) http://www.fda.gov/ICECI/EnforcementActions/WarningLetters/2012/ucm318809.htm

กฎหมายสหรัฐไม่ได้กำหนดให้ต้องมีการรับรองเครื่องสำอางก่อนออกสู่ตลาด (หากเทียบกับเมืองไทย คือไม่ต้องจดแจ้ง) ดังนั้นผลิตภัณฑ์จึงขึ้นกับจุดมุ่งหมายของการใช้ (ซึ่งต่างจากไทย เมื่อแจ้งเป็นเครื่องสำอาง จึงถือว่าเป็นเครื่องสำอางทันที) ถ้ามีจุดมุ่งหมายที่มีลักษณะแบบเดียวกับยา จึงจะถือว่าเป็นยา และต้องผ่านมาตรการด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับยา นอกจากนี้กฎหมายของสหรัฐอเมริกายังไม่ได้แบ่งแยกระหว่างยากับเครื่องสำอางชัดเจนนัก เช่น แชมพูขจัดรังแค ถ้าเป็นแชมพูอย่างเดียวถือเป็นเครื่องสำอาง ถ้าบอกว่าขจัดรังแค ถือว่าเป็นยา

link อ้างอิง https://www.facebook.com/photo.php?fbid=228289490630375&l=19d3d6554f

มีผู้อ่าน 572 คน

กรณีศึกษา แพทย์กับบริษัทยาที่ส่งเสริมการขายแบบ Off-label promotion

แพทย์เองก็อาจถูกหลอกขายยาหรือถูกหลอกให้ใช้ยาได้ผ่านรูปแบบการขายของบริษัทยาที่เรียกว่า Off-label promotion


ที่มาของภาพ:
Punishing Health Care Fraud — Is the GSK Settlement Sufficient?
http://www.nejm.org/doi/pdf/10.1056/NEJMp1209249

มีผู้อ่าน 729 คน

กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์โอเมกา-3 (เช่น น้ำมันปลา) ในวารสาร JAMA

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกัน (JAMA) วันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2555 ซึ่งได้วิจัยในผู้ป่วย 68,680 คน พบว่า น้ำมันปลาไม่ได้มีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิต ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด


Association Between Omega-3 Fatty Acid Supplementation and Risk of Major Cardiovascular Disease EventsA Systematic Review and Meta-analysis. JAMA. 2012;308(10):1024-1033
http://jama.jamanetwork.com/article.aspx?articleid=1357266

มีผู้อ่าน 465 คน