ข้อมูลเกี่ยวกับยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน

(ยังเขียนไม่เสร็จจ้า)

 

 เม็ดยาคุมกำเนิดฉุกเฉินที่มีเฉพาะเลโวนอร์เจสเตรล (levonnorgestrel)

“Mechanism of action: How do levonorgestrel-only emergency contraceptive pills (LNG ECPs) prevent pregnancy?” (กลไกการออกฤทธิ์)

 

ขนาดยาและระยะเวลาในการรับประทานยา

การศึกษาพบว่าการรับประทานเม็ดยาคุมกำเนิดฉุกเฉินที่มีเฉพาะตัวยาเลโวนอร์เจสเตรล ขนาด 1.5 มิลลิกรัม ในครั้งเดียว สามารถใช้แทนการรับประทานแบบเดิม คือ รับประทานครั้งละ 0.75 มิลลิกรัม  แล้วรับประทานซ้ำอีกครั้งในอีก 12 ชั่วโมง ต่อมาได้

 ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

 

สถานภาพทางกฎหมายในประเทศไทย

ยาอันตราย ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ต้องจำหน่ายในร้านขายยาแผนปัจจุบัน

 

เอกสารอื่น

How do levonorgestrel-only emergency contraceptive pills (LNG ECPs) prevent pregnancy? [1]

International Federation of Gynecology and Obstetrics (FIGO) and International Consortium for Emergency Contraception (ICEC). “Mechanism of action: How do levonorgestrel-only emergency contraceptive pills (LNG ECPs) prevent pregnancy?”. London: International Federation of Gynecology and Obstetrics.

World Health Organization. Fact sheet on the safety of levonorgestrel-alone emergency contraceptive pills (LNG ECPs). http://whqlibdoc.who.int/hq/2010/WHO_RHR_HRP_10.06_eng.pdf

มีผู้อ่าน 428 คน

คอลัมน์ หมอสนาม: เลื่อนประจำเดือนในนักกีฬา

นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ และคณะ. คอลัมน์ หมอสนาม: เลื่อนประจำเดือนในนักกีฬา. มติชน ฉบับวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คำถามจากคุณมะปราง ถามมาว่า ลูกสาวอายุ 13 ปี เป็นนักกีฬาแบดมินตันของโรงเรียน ช่วงนี้ต้องไปแข่งขันบ่อย อยากถามคุณหมอเกี่ยวกับอาการประจำเดือนของลูกสาว ซึ่งมักจะมาไม่ค่อยสม่ำเสมอ เลยกังวลว่าจะมีความผิดปกติอะไรหรือเปล่า และเวลาลูกต้องไปแข่งขันช่วงที่มีประจำเดือน จะลำบากมาก อยากทราบว่าจะมียาที่เลื่อนประจำเดือนช่วงที่แข่งขันหรือไม่ ขอบคุณคุณหมอล่วงหน้าค่ะ

ผมขอเชิญ รศ.พญ.มานี ปิยะอนันต์ แพทย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ตอบดังนี้ครับ

Read More

มีผู้อ่าน 831 คน

วิจัยพบยาปฏิชีวนะตัวการทำ’เด็กอ้วน’

มติชน ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556 หน้า 10

รศ.พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ กุมารแพทย์ประจำสถาบันเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า ขณะนี้เด็กทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะโรคอ้วน และจากการศึกษาพบว่า ปัจจัยหนึ่งที่สัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินหรือโรค อ้วน คือ เด็กได้รับยาปฏิชีวนะตั้งแต่แรกเกิด ถึง 1 ขวบ และจากการศึกษาอย่างจริงจังใน กลุ่มเด็กอนุบาล ก็พบว่าสาเหตุหลักมาจากในร่างกายของคนเรามีส่วนประกอบของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสัดส่วนของเซลล์มนุษย์ประมาณร้อยละ 99 ในขณะที่เซลล์มนุษย์ในร่างกายมีประมาณร้อยละ 1 เท่านั้น โดยเฉพาะในลำไส้

“จากการทำวิจัยในระดับยีนของต่างประเทศ เพื่อหาว่ายีนของคนอ้วนและคนผอม มียีนของเชื้อแบคทีเรียที่แตกต่างกันอย่างไรนั้น ผลวิจัยพบว่าเชื้อแบคทีเรียของคนอ้วนและคนผอมต่างกันมาก ซึ่งแบคทีเรียที่พบก็มีผลต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาในหนู พบว่าหนูที่ได้รับยาปฏิชีวนะมีระดับไขมันมากกว่าหนูที่ไม่ได้รับยาปฏิชีวนะ” รศ.พญ.วารุณีกล่าว และว่า จากผลการวิจัยดังกล่าว ประเทศไทยควรมีความตระหนัก รวมถึงนำข้อมูลดังกล่าวมาเผยแพร่ เพื่อให้ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาปฏิชีวนะมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เมื่อพาบุตรไปพบแพทย์เพื่อรักษาโรค มักจะคาดหวังและขอยาปฏิชีวนะจากแพทย์

รศ.พญ.วารุณีกล่าวว่า ยาปฏิชีวนะมีผลทั้งในระยะยาวและระยะสั้น โดยระยะสั้นจะมีผลกับทุกช่วงอายุ ฉะนั้นหากไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ส่วนในระยะยาว นอกจากเด็กจะมีภาวะอ้วนแล้ว ยังอาจทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ และหอบหืดได้

มีผู้อ่าน 336 คน

แก๊สน้ำตา คือ อะไร

วลัยพร มุขสุวรรณ หน่วยข้อสนเทศวัตถุอันตรายและความปลอดภัย ศูนย์ความเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย ให้ข้อมูลว่า แก๊สน้ำตา เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มสารเคมีที่ใช้ในการควบคุมจราจล ซึ่งมีสารที่เกี่ยวข้องมากกว่า 12 ชนิด แต่ที่สำคัญมีอยู่ 3 ชนิดได้แก่

1. Chloroacetophenone หรือ CN gas (CAS No. 532-27-4; UN Class 6.1; UN Number 1697; UN Guide 153; เป็นยุทธภัณฑ์ชนิด 1 ภายใต้การควบคุมตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530) ได้รับการคิดค้นขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 แต่นำมาใช้ในช่วงสงครามเวียดนามโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา ในช่วง ค.ศ. 1960-1979 มีการนำมาใช้ในการปราบจราจลและในกิจการของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย โดยการใช้งานจะอยู่ในรูปละอองลอยที่บรรจุในภาชนะอัดความดัน ต่อมานำมาใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวแต่ก็ลดน้อยลงมากแล้วในปัจจุบัน เนื่องจากระยะเวลาออกฤทธิ์ค่อนข้างนานและใช้ไม่ค่อยได้ผลกับคนติดยาและติดเหล้า

2. Chlorobenzylidenemalonitrile : CS gas (CAS No. 2698-41-1; เป็นยุทธภัณฑ์ชนิด 1 ภายใต้การควบคุมตามพระราชบัญญัติควบ คุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530) เป็นผงผลึกสีขาว เมื่อไหม้ไฟจะก๊าซไม่มีสี ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1928 แต่ยังไม่มีการใช้จนกระทั่งสงครามเวียดนามจึงมีการใช้เป็นอาวุธสงครามอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

3. Dibenzoxazepine : CR gas (CAS No. 257-07-8; เป็นยุทธภัณฑ์ชนิด 1 ภายใต้การควบคุมตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530) กระทรวงกลาโหมของอังกฤษพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1960 มีลักษณะเป็นผลึกสีเหลืองซีดมีกลิ่นคล้ายพริกไทย ในสหรัฐอเมริกาไม่ใช้สารตัวนี้เป็นสารควบคุมจลาจล เนื่องจากมีสมบัติก่อมะเร็ง
[รายละเอียดอื่น ติดตามได้ที่ http://www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=2&ID=68]

ส่วนแก๊สน้ำตาที่ใช้ในการสลายการชุมนุมที่ผ่านมา เป็นตัวใดนั้น

Read More

มีผู้อ่าน 617 คน